ประวัติความเป็นมา

บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สยามแอดวานซ์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 เริ่มประกอบธุรกิจจัดหาสถานที่ตั้งและให้บริการที่เกี่ยวข้องภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะนั้นกลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลในประเทศ และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย ได้จัดตั้งบริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด (“BSP”) ในเดือนมีนาคม 2550 เพื่อขยายธุรกิจเป็นผู้ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บริษัทฯ โดยนายพดด้วง คงคามี และนางสาวกฤติยา หงส์หิรัญ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการของบริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและเริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับกลุ่ม BSP โดยกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ลงทุนจัดหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้ที่ดิน ไม่ว่าสิทธิการเช่า หรือการรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อให้กลุ่ม BSP ใช้เป็นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน รวมถึงให้บริการรักษาความปลอดภัยและดูแลความสะอาดทรัพย์สินและอุปกรณ์บริเวณโครงการตามอายุสัญญา โดยมีโครงการที่ดำเนินการร่วมกับกลุ่ม BSP จำนวนรวม 17 โครงการ ขนาดกำลังผลิตตามสัญญารวมประมาณ 41.1 เมกะวัตต์ บนพื้นที่โครงการรวม 750-3-48.5 ไร่

ในอดีตนายพดด้วง คงคามี เคยทำงานในฐานะพนักงานตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BSP ตั้งแต่ปี 2550 และได้ลาออกจากบริษัทดังกล่าวในเดือนกันยายน 2559 ทั้งนี้ คณะกรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ BSP ไม่ได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้เป็นบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยแต่อย่างใด    

ในปี 2558 บริษัทฯ ได้ขยายฐานรายได้ในธุรกิจลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยบริษัท เอสเอเอเอ็ม โซลาร์ พาวเวอร์ วัน จำกัด (“SAAM-SP1”) และบริษัท เอสเอเอเอ็ม โซลาร์ พาวเวอร์ ทู จำกัด (“SAAM-SP2”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement หรือ “PPA”) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (“กฟภ.”) จำนวน 2 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาและกำลังการผลิตติดตั้งโครงการละ 2.0 เมกะวัตต์ ระบบการรับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (“FIT”) ในอัตรารับซื้อไฟฟ้า 5.66 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ระยะเวลาเสนอขายตามสัญญาจำนวน 25 ปี และได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (“COD”) แล้ว จำนวน 1 โครงการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ที่ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาและกำลังการผลิตติดตั้ง 2.0 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดย SAAM-SP1 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 100

ทั้งนี้ โครงการของ SAAM-SP2 ยังอยู่ระหว่างหยุดพักการก่อสร้าง เนื่องจาก SAAM-SP2 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟภ. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 โดยกำหนดจุดรับซื้อไฟฟ้าที่ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (“SCOD”) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 SAAM-SP2 ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ปรากฏว่าเกิดเหตุสุดวิสัยมีประชาชนในพื้นที่ปิดล้อมเพื่อประท้วงและต่อต้านการดำเนินโครงการดังกล่าวในพื้นที่ จึงส่งผลให้ SAAM-SP2 ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต่อได้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 SAAM-SP2 จึงได้มีหนังสือขอย้ายสถานที่ตั้งโครงการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต่อมาปรากฏปัญหาในกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ SAAM-SP2 ไม่สามารถย้ายที่ตั้งตามที่ประสงค์เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันเวลาตามที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กำหนดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ดังนั้น เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 SAAM-SP2 จึงดำเนินการยื่นฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองกลาง กรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทำทางปกครองที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยล่าช้า ทำให้ SAAM-SP2 ได้รับความเสียหายและไม่สามารถดำเนินโครงการบนสถานที่ตั้งเดิมได้ทันเวลา โดยขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง 

ปัจจุบันและในอนาคตภายใน 2 ปี บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจไปในธุรกิจพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเพื่อจำหน่าย โดยมีแผนที่จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ เพื่อจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เป็นต้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงการในประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นในทวีปเอเชีย เพื่อสร้างกระแสเงินสดสำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการนำกลับมาใช้และเข้าร่วมลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่บริษัทฯ ได้พัฒนามาที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยในระยะยาวบริษัทฯ มีนโยบายมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจจัดหาสถานที่ตั้งและให้บริการที่เกี่ยวข้องภายในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทฯ จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่คุณค่าของผู้มีส่วนได้เสียในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอนาคต

ปี 2550

  • วันที่ 7 กันยายน 2550 จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท บริหารสินทรัพย์ สยามแอดวานซ์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท และเรียกชำระเต็มจำนวน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 17 ซอยรามคำแหง 22 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เริ่มดำเนินธุรกิจจัดหาสถานที่ตั้งและให้บริการที่เกี่ยวข้องภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
  • เดือนกันยายน 2550 บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการร่วมกับ BSP จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างทอง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ขนาดกำลังผลิตตามสัญญา 1.3 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 27-3-4.1 ไร่ และโครงการเพชรบุรี ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ขนาดกำลังผลิตตามสัญญา 2.7 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 75-2-18.0 ไร่

ปี 2553

  • วันที่ 20 เมษายน 2553 บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000,000 บาท เป็น 5,000,000 บาท โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 40,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท และเรียกชำระเต็มจำนวน เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการ
  • ดำเนินโครงการร่วมกับกลุ่ม BSP เพิ่มเติมอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการลพบุรี 1 ลพบุรี 4 ลพบุรี 5 และลพบุรี 6 ในบริเวณพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ขนาดกำลังผลิตตามสัญญารวม 12.1 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 334-1-39.1 ไร่

ปี 2554

  • ดำเนินโครงการร่วมกับกลุ่ม BSP เพิ่มเติมอีก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการอุบล ตั้งอยู่ที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกำลังผลิตตามสัญญา 5.0 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 114-3-78.0 ไร่

ปี 2558

  • วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2558 มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 5,000,000 บาท เป็น 110,000,000 บาท โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 1,050,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เพื่อใช้ในการขยายกิจการ
  • ดำเนินโครงการร่วมกับกลุ่ม BSP เพิ่มเติมอีก 10 โครงการ ได้แก่
    - บริเวณพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รวม 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ BSP-4 BSP-5 BSP-6 BSP-7 (1) และ BSP-7 (2) ขนาดกำลังผลิตตามสัญญารวม 10.0 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 102-2-21.0 ไร่
    - บริเวณพื้นที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ AOSP (3) SPV-1 (1) SPV-1 (2) SPV-1 (3) และ SPV-2 ขนาดกำลังผลิตตามสัญญารวม 10.0 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 95-2-88.3 ไร่
  • บริษัทฯ ได้ขยายฐานรายได้ในธุรกิจลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดย SAAM-SP1 และ SAAM-SP2 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟภ. จำนวน 2 โครงการ ระบบการรับซื้อไฟฟ้าแบบ FiT ระยะเวลาเสนอขายตามสัญญาจำนวน 25 ปี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาและกำลังการผลิตติดตั้งโครงการละ 2.0 เมกะวัตต์ และได้เริ่ม COD แล้วจำนวน 1 โครงการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาและกำลังการผลิตติดตั้ง 2.0 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดย SAAM-SP1 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 100
  • สำหรับโครงการของ SAAM-SP2 ยังอยู่ระหว่างหยุดพักการก่อสร้าง เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยมีประชาชนในพื้นที่ปิดล้อมเพื่อประท้วงและต่อต้านการดำเนินโครงการดังกล่าวในพื้นที่ จึงส่งผลให้ SAAM-SP2 ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จุดรับซื้อไฟฟ้าที่ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งมีกำหนดวัน SCOD ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 SAAM-SP2 จึงได้ขอย้ายสถานที่ตั้งโครงการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต่อมาปรากฏปัญหาในกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ไม่สามารถย้ายที่ตั้งตามที่ประสงค์ได้ โดยขณะนี้โครงการของ SAAM-SP2 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง (โปรดศึกษารายละเอียดสรุปสาระสำคัญการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองกลางของ SAAM-SP2 ในส่วนที่ 2.2 การประกอบธุรกิจ หัวข้อ 7 ข้อพิพาททางกฎหมาย)

ปี 2559

  • วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2559 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมของบริษัทฯ จำนวน 6,600,000 บาท
  • วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2559 มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อบริษัทจากเดิมชื่อบริษัท บริหารสินทรัพย์ สยามแอดวานซ์ จำกัด เป็นบริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อรองรับธุรกิจด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อจำหน่าย

ปี 2560

  • วันที่ 1 มกราคม 2560 บริษัทฯ ย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ที่ 141 อาคารเมเจอร์ ทาวเวอร์ ทองหล่อ ชั้น 10 ห้อง 2.2 ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการขยายกิจการ
  • บริษัทฯ ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่าย และได้ปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทฯ ดังนี้
    - วันที่ 4 มกราคม 2560 บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน Solar Investment International Limited ซึ่งจัดตั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (“เขตบริหารพิเศษฮ่องกง”) จำนวน 99,998 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 100 ในราคาตามมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง รวมเป็นเงิน 0.10 ล้านเหรียญดอลล่าร์ฮ่องกง หรือเทียบเท่ากับ 0.47 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเพื่อจำหน่าย ลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น SAAM International Limited (“SAAM-INTER”) ทั้งนี้ SAAM-INTER จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2558 โดยมีนายพดด้วง คงคามี และนางสาวกฤติยา หงส์หิรัญ ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น และมี SAAM Japan Energy GK (“SJE”) เป็นบริษัทย่อยซึ่ง SAAM-INTER ถือเงินลงทุนร้อยละ 100 ซึ่งจัดตั้งในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2559 เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่าย และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
    - วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้ SJE เข้าซื้อเงินลงทุนใน 4 บริษัทซึ่งจัดตั้งในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Biomass Power One GK (“BMP-1”) Biomass Power Two GK (“BMP-2”) Biomass Power Three GK (“BMP-3”) และ Biomass Power Four GK (“BMP-4”) จากผู้ถือเงินลงทุนเดิม ได้แก่ นายพดด้วง คงคามี และนางสาวกฤติยา หงส์หิรัญ ในราคาตามมูลค่าเงินลงทุนเริ่มแรก โดย SJE ถือเงินลงทุนในบริษัทดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 90 90 100 และ 100 ตามลำดับ ภายหลังการเข้าซื้อเงินลงทุนดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้ SJE จัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศญี่ปุ่นอีก 4 บริษัท ได้แก่ Biomass Power Five GK (“BMP-5”) Biomass Power Six GK (“BMP-6”) Biomass Power Seven GK (“BMP-7”) และ Biomass Power Eight GK (“BMP-8”) โดย SJE ถือเงินลงทุนในบริษัทดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 100 90 90 และ 100 ตามลำดับ เพื่อดำเนินธุรกิจลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ ผู้ถือเงินลงทุนส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 ในบริษัทข้างต้นเป็น Local Partner ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยแต่อย่างใด
  • วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมของบริษัทฯ จำนวน 3,850,000 บาท

ปี 2561

  • วันที่ 4 สิงหาคม 2561 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ได้มีมติอนุมัติเรื่องสำคัญ ดังนี้
    - ดำเนินการแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นบริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
    - เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จาก 100 บาทต่อหุ้น เป็น 0.50 บาทต่อหุ้น
    - เพิ่มทุนจดทะเบียน 40,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 110,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 150,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น และเสนอให้มีการจัดสรรหุ้นเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) เป็นจำนวนไม่เกิน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น
    - ให้นำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
  • วันที่ 12 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2561 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมของบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 3,080,000 บาท
  • วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2561 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมของบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 14,500,000 บาท
back